|
การเลือกยาปฏิชีวนะ
- ปอดบวมที่เกิดในชุมชนในผู้ที่มีสุขภาพดีมาก่อน
จะเกิดจากเชื้อ Streptococcus pneumnia และ Mycoplasma pneumniae
บ่อยที่สุด
- ในผู้ป่วยนอก
แนะนำให้ใช้ Roxithromycin 150 mg bid 7-10 วัน
- ในผู้ป่วยใน
แนะนำให้ใช้ Penicillin G sodium (PGS) 1,000,000 units i.v.q
4 hr. จนไข้ลง และ White blood count ปกติก็ให้หยุดยาปฏิชีวนะได้เลย
- แม้จะมีการพบว่าเชื้อ
S pneumoniae ดื้อยา Penicillin มากขึ้น แต่ Penicillin ก็ยังใช้ได้ผลดีในโรคปอดบวมที่เกิดจากเชื้อโรคนี้
ปอดบวมรุนแรง
คือผู้ป่วยที่เมื่อแรกรับมีอาการ
1. หายใจเร็ว > 35 ครั้ง/นาที
2. Hypoxemia pO 2 < 55 mmHg
3. Multilobar infiltrates
4. Rapidly increases infiltrates (> 50 % in 48 hrs)
5. Shock
6. Oliguria (urine < 20 ml/hr)
เชื้อที่เป็นสาเหตุของปอดบวมรุนแรง
ก็ยังคงพบว่าเป็น S pneumniae บ่อยที่สุด ในบางภาคของประเทศไทยพบ
Burkholderia pseudomallei ได้บ่อย ในต่างประเทศพบ Legionella
pneumophilla บ่อยขึ้น
ผู้ป่วยกลุ่มนี้มีอัตราตายสูง (>50 %) แม้จะได้รับยาปฏิชีวนะที่ถูกต้อง
จึงควรรับไว้รักษาในหออภิบาลผู้ป่วยหนัก แล้วจึง
- ทำการสืบค้นหาเชื้อที่เป็นสาเหตุอย่างจริงจังและรวดเร็ว
- ให้ยาปฏิชีวนะที่ครอบคลุมกว้างพอ
และต้องครอบคลุม S pneumniae ด้วย
- อาจเลือกใช้
Cefotaxime หรือ Co amoxiclav ร่วมกับ Gentamicin แต่ถ้ามีเหตุให้นึกถึงปอดบวมจากเชื้อ
B. pseudomallei ให้ใช้ Ceftazidime ร่วมกับ Cotrimoxazole
ในการรักษาเบื้องต้น
- เฝ้าสังเกตอาการโดยใกล้ชิด
และทำการปรับเปลี่ยนการรักษา ตามผลการสืบค้น และตามการตอบสนองต่อการรักษา
ภายใน
48-72 ชั่วโมง
ในผู้ป่วยที่การวินิจฉัยโรคไม่ชัดเจน
แพทย์ผู้รักษาไม่แน่ใจว่าเป็นโรคปอดบวมหรือไม่
- หากอาการไม่รุนแรง
ให้ยารักษาอาการ
- หากอาการรุนแรง
รักษาแบบปอดบวมแล้วเฝ้าสังเกตอาการโดยใกล้ชิด ดูการดำเนินโรค
หากภายใน 48-72 ชั่วโมง มีความมั่นใจในการวินิจฉัยมากขึ้น
ก็ปรับเปลี่ยนการรักษาได้
- ในผู้ป่วยที่มี
Serious comorbidity เมื่อเกิดปอดบวม สาเหตุก็ยังคงเป็น S
pneumoniae บ่อยที่สุด แต่จะพบเชื้ออื่นก่อน เช่น เชื้อกรัมลบเพิ่มขึ้น
การสืบค้นเชื้อที่เป็นสาเหตุ จึงมีความสำคัญ หากหาเชื้อที่เป็นสาเหตุไม่พบ
ก็ควรเลือกใช้ยาปฏิชีวนะที่สามารถครอบคลุมเชื้อที่พบบ่อย ซึ่งในแต่ละท้องถิ่นก็จะแตกต่างกันและไม่อาจใช้ข้อมูลจากท้องถิ่นอื่นมาทดแทนได้
ในผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง
สาเหตุของปอดบวมจะขึ้นอยู่กับชนิดและระดับภูมิคุ้มกันที่บกพร่อง
ซึ่งมีความแตกต่างกันมาก เช่น
1. ผู้ป่วยได้รับ Corticosteroids
2. ผู้ป่วยมะเร็งในเม็ดเลือด
3. ผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับเคมีบำบัด
4. ผู้ป่วยติเชื้อ HIV
5. ผู้ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะ
การสืบค้นหาสาเหตุโดยเต็มที่ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในผู้ป่วยกลุ่มนี้
เพราะเป็นไปไม่ได้ที่จะให้ยาครอบคลุมเชื้อที่น่ะจะเป็นสาเหตุได้ทุกชนิด
การรักษาอาการ
มีความสำคัญโดยเฉพาะในปอดบวมรุนแรง
1. ให้ยาลดไข้ ยาแก้ไอ ยาแก้ปวด
2. ดูแลระบบหายใจ ให้ออกซิเจน ช่วยขจัดเสมหะ ช่วยหายใจ ให้กำลังใจ
ผลของการรักษา
ในผู้ที่ตอบสนองดี จะมีอาการดีขึ้นใน 24-48 ชั่วโมง
ไข้จะลดลงภายใน 48-72 ชั่วโมง
อาการไอ, อ่อนเพลียอาจมีได้ถึง 7-10 วัน
อาจมีการตอบสนองช้ากว่านี้ในผู้สูงอายุ ผู้ที่มี Comorbidity
และผู้มีโรคแทรกซ้อน
หากไม่มีการตอบสนองภายใน 48-72 ชั่วโมง ให้สืบค้นสาเหตุที่ไม่มีการตอบสนอง
อย่าเปลี่ยนยาปฏิชีวนะอย่างเดียว
สาเหตุที่ไม่สนองตอบต่อการรักษา
1. มีโรคแทรกซ้อน เป็นสาเหตุสำคัญที่สุด
- Parapneumonic
effusion, Empyema
- Multilobar
pneumonia
- Lung abscess
- Extrathoracic
infection (Arthritis, Meningitis)
2. การวินิจฉัยโรคผิด
เช่น วัณโรค มะเร็งปอด SLE
3. ไข้จากยา (Drug fever)
4. มีการติดเชื้อที่อื่น เช่น UTI, Phlebitis แผลกดทับ
5. เชื้อดื้อยา
ควรสืบค้นสาเหตุของการไม่ตอบสนองต่อการรักษา แล้วแก้ที่สาเหตุ
การเปลี่ยนยาปฏิชีวนะเมื่อผู้ป่วยไม่ขึ้นมักจะไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง
ระยะเวลาของการให้ยาปฏิชีวนะ
ในผู้ป่วยส่วนใหญ่ เมื่อไข้ลด WBC ปกติ ก็ให้หยุดยาปฏิชีวนะได้เลย
ไม่ต้องให้ยาไปกินต่อที่บ้าน ยกเว้นปอดบวมจากเชื้อบางชนิดที่มีข้อสนับสนุนว่าต้องให้ยานานกว่านี้
เช่น M. Tuberculosis, P Carinii, S Aureus เป็นต้น
แต่ผู้ป่วยแต่ละคนอาจได้ยาปฏิชีวนะนานไม่เท่ากัน (2-7 วัน) ควรให้การรักษาอาการ
เช่น อาการไอ เจ็บหน้าอก อ่อนเพลีย ซึ่งอาจยังคงมีอยู่ หลังจากหยุดยาปฏิชีวนะแล้ว
การติดตามการรักษา
1. ควรนัดผู้ป่วยกลับมาตรวจภายใน 1-2 สัปดาห์ เพื่อดูอาการ
2. แนะนำให้กลับมาตรวจก่อนนัดได้หากอาการเลวลง
การพยากรณ์โรค
อัตราในผู้ป่วยแต่ละกลุ่ม มีความแตกต่างกันมาก
| ผู้ป่วยนอก |
อัตราตาย
|
0-1
%
|
| ผู้ป่วยในHost-ปกติ |
อัตราตาย
|
1-3
%
|
| มี
Comorbidity |
อัตราตาย
|
10-20
%
|
| Severs
pneumonia |
อัตราตาย
|
>
50 %
|
ปอดบวมในผู้ป่วยแต่ละคน ในแต่ละชุมชน อาจมีความแตกต่างกันมาก
แพทย์จะต้องเลือกแนวทางการดูแลรักษาที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยแต่ละคน
และเตรียมพร้อมที่จะทำการสืบค้นเพิ่มเติม และเปลี่ยนแปลงการรักษาในผู้ป่วยที่มีปัญหาเพื่อให้ได้ผลดีที่สุด
และเตรียมพร้อมที่จะทำการสืบค้นเพิ่มเติม และเปลี่ยนแปลงการรักษาในผู้ป่วยที่มีปัญหาเพื่อให้ได้ผลดีที่สุด
ไม่เกิดอันตราย และไม่สิ้นเปลืองเกินจำเป็น
|